วันนี้ทาง Ideabranch จะมาพร้อมกับบทความเบา ๆ เกี่ยวกับการถ่ายภาพที่สามารถหยิบนำไปใช้ในชีวิตประจำวันกันได้  นั่นก็คือ The Rule of Thirds  ซึ่งจะมาช่วยคุณในการจัดองค์ประกอบภาพ  ที่นอกจากจะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายแล้วนั้น  ยังเป็นเทคนิคแรกของผู้เริ่มเรียนรู้การถ่ายภาพและวิดีโอเลยทีเดียวค่ะ

วิธีการใช้ The Rule of Thirds

หลักการง่ายๆ คือ เราจะไม่ถ่ายรูปโดย center หรือวางวัตถุหลักที่ต้องการจะถ่ายไว้ตรงกลาง  แต่ว่าเราจะแบ่งเฟรม โดยใช้เส้นสองเส้นแนวตรง  และเส้นสองเส้นแนวนอน  ทำให้มี 9 ช่องเหมือนที่เห็นในภาพ ( ดูแล้วหมือนตารางเกมส์ xo เลยนะ )  หลังจากนั้นให้วางวัตถุที่ต้องการถ่ายไว้ที่ด้านใดด้านหนึ่งของจุดตัดของเส้น  คุณสามารถใช้หลักการนี้ได้ทั้งกับการถ่ายภาพแนวตั้งและภาพแนวนอน

ทำไมต้องใช้ The Rule of Thirds

หลักการนี้สามารถทำให้ผู้มองนั้นมีการ interact หรือปฏิสัมพันธ์กับภาพมากขึ้น โดยสายตาของบุคคลนั้นจะไม่ได้มองแต่วัตถุที่ถูกโฟกัส  แต่จะมองต่อไปที่ background ด้านหลังหรือส่วนประกอบอื่นๆ ด้วย  และหลังจากนั้น สายตาของบุคคลนั้นๆ ก็จะมองกลับมาที่วัตถุหลักอีกครั้ง   ช่วงนี้เองที่จะทำให้ผู้มองเกิดการสื่อสารกับภาพ  เกิดจินตนาการและคำถาม  แต่ถ้าหากคุณไม่ได้ใช้หลัก The Rule of Thirds แล้วล่ะก็  สายตาผู้มองก็จะแค่จดจ่ออยู่กับสิ่งเดียว  คือวัตถุหลัก  สรุปคือมันทำให้สายตาจับจองที่รูปของคุณนานขึ้นนั่นเอง  บวกกับสมองมนุษย์เรานั้น  เข้าใจรูปที่มีความสมมาตร  แต่ว่าจะไม่จดจำเท่ากับรูปที่มีความไม่สมมาตร  เพราะความไม่สมมาตรนี้แหละ  ที่นำความน่าสนใจและท้าทายมาให้กับสมอง

จุดไหนเด็ดสุด  มาดูกันเลย





จุดซ้ายบน ดึงดูดความสนใจได้ 41%

จุดซ้ายล่าง ดึงดูดความสนใจได้ 25%

จุดขวาบน ดึงดูดความสนใจได้ 20%

จุดขวาล่าง ดึงดูดความสนใจได้ 14%

ถ้าคุณลองศึกษาเกี่ยวกับหลักการนี้ลึกมากยิ่งขึ้น  ก็จะพบว่า  มีเทคนิคมากมายที่สามารถนำมาใช้ให้เห็นผลได้ง่าย  เช่น  เมื่อถ่ายภาพคน  การวางสายตาของคู่นั้นไว้ที่จุดตัดบน  ไม่ว่าจะเป็นด้านซ้ายหรือขวา  จะได้ผลลัพธ์ที่ดีออกมาเสียส่วนใหญ่  หรือการวางวัตถุที่จุดตัดติดกัน (ดูภาพทางขวามือประกอบ)  แต่อย่าลืมว่าคุณต้องใช้หลักในการถ่ายนี้ไปพร้อมกับเทคนิคอื่น ๆ ด้วยนะ

ผู้คิดค้น The Rule of Thirds

The Rule of Thirds นั้น ถูกใช้มาเป็นร้อยๆ ปี และแน่นอนว่า ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการถ่ายภาพโดยใช้กล้องที่มีความทันสมัยในยุคปัจจุบันแน่ ๆ แต่กับภาพวาด และผู้คิดค้นหลักการนี้ก็คือ John Thomas Smith   นักวาดภาพและนักแกะสลักจากลอนดอน ซึ่งในปี ค.ศ. 1979 ซึ่งเขาได้เขียนหลักการนี้ลงในหนังสือ Remarks of rural scenery ถึงแม้จะมีหลายคนไม่เห็นด้วยในหลักการนี้ของเขาซักเท่าไหร่นัก แต่ปัจจุบันก็มีการใช้งานอย่างแพร่หลายอย่างที่เห็น เรามาดูกันต่อดีกว่าว่า วงการในบ้างที่ใช้หลักการนี้ในการทำงาน

The Rule of Thirds กับวงการศิลปะ

หลังจากกฎนี้ถูกคิดค้นขึ้นมาพร้อมกับข้อกังขาเกี่ยวกับการใช้มันกับการวาดภาพ  แต่ต่อมาพวกนักวาดก็ได้พบว่า  การที่จะวาดแล้ววาง Focus ให้สิ่งที่เป็นวัตถุหลักอยู่ตรงกลางนั้น บดบังภาพ background ทำให้สิ่งที่พวกนักวาดเหล่านี้สื่อออกมาได้ไม่ครบถ้วน 

The Rule of Thirds กับการถ่ายทำภาพยนตร์

นอกจากจะใช้กับการถ่ายภาพแล้ว  The Rule of Thirds ก็ยังใช้ในการถ่ายวิดีโอหรือภาพยนตร์อีกด้วยนะ  ภาพยนตร์ Hollywood หลายเรื่องใช้หลักการง่ายๆ แบบนี้มากกว่าที่คุณคิดไว้ซะอีก ( แน่นอนว่าใจทุกคนคงจดจ่ออยู่กับภาพยนตร์มากกว่าอยู่แล้ว )

ในภาพยนตร์หรือวิดีโอที่เป็นภาพเคลื่อนไหวนั้นคุณอาจจะได้เห็น การใช้ The Rule of Thirds อยู่ด้วยกันหลัก 4 แบบ คือ

  1. Shot ที่ทั้งวัตถุและกล้องนั้นอยู่เสถียร ซึ่งสามารถเห็นได้มากตอนเปิดเรื่อง
  2. shot ที่วัตถุนั้นเคลื่อนไหว แต่กล้องนั้นอยู่ค่อนข้างเสถียร
  3. shot ที่วัตถุนั้นค่อนข้างนิ่งแต่ว่า กล้องนั้นเคลื่อนที่ไปตาม frame
  4. สุดท้ายก็คือการผสมผสานกันทั้งแบบที่ 1 และแบบที่ 2

การใช้ The Rule of Thirds ในการถ่ายภาพเคลื่อนไหวต่างๆ นั้นยากกว่าภาพนิ่งอยู่มากทีเดียว เพราะว่าวัตถุนั้นไม่เสถียร  แนะนำให้ไปศึกษาเพิ่มเติมที่  Using the Rule of Thirds in Filmmaking – Examples of the Rule of Thirds in Films  ที่เขียนโดย  Alannah ซึ่งเป็น video ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างครบถ้วนเลยทีเดียว เรามาดูตัวอย่างการใช้หลักการนี้จากภาพยนตร์เรื่อง  The Avengers Age of Ultron ในฉากการต่อสู้ระหว่าง Hawkeye และ Quicksilver ซึ่งในเวลาเพียง 22 วินาที  ฉากนี้ได้ใช้ The Rule of Thirds ไปแล้วถึง 8 ครั้งด้วยกัน

The Rule of Thirds กับการออกแบบแขนงต่าง ๆ

การออกแบบเว็บไซต์ ( Web Design )

นักออกแบบเว็บไซต์มากมายสามารถนำไอคอนที่เหมาะสมกับเนื้อหา  หรือรูปภาพและ Typography ต่าง ๆ มาลงในเว็บไซต์  เพื่อให้สอดคล้องกับ brand ที่ต้องการได้  แต่ถ้าหากขาดการใช้ grid หรือ ตารางต่าง ๆ มาช่วยในเรื่องของ composition แล้วล่ะก็  สิ่งต่าง ๆ ที่หามานั้นก็อาจจะกลายเป็น ซึ่งแน่นอน The Rule of Thirds สามารถนำมาใช้กับการออกแบบนี้เช่นกัน 

The Rule of Thirds กับ  Graphic Design อื่น ๆ ก็มีให้เห็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบหน้าปกหนังสือ  poster และปกภาพยนตร์ต่างๆ การออกแบบ layout ของนิตยสาร การออกแบบ layout โฆษณาทางโทรทัศน์

ทำไม The Rule of Thirds ถึงสำคัญต่อ brand

เพราะว่ายิ่งคุณสามารถทำให้ผู้คน ( audience ) ใช้เวลากับผลงานโฆษณาของคุณมากเท่าไร  นั่นก็หมายความว่า audience เหล่านั้นก็จะสามารถซึมซับข้อมูลหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ brand ต้องการจะสื่อได้มากขึ้นเท่านั้น บบทวิจัยที่ว่า ปลาทองมี attention span หรือสมาธิการรับรู้อยู่ที่ 9 วินาที ซึ่งมากกว่ามนุษย์เรา 1  วินาที  ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นี่คือคำตอบของเหล่า marketers ทั้งหลาย ว่าเรามีเวลาแค่ 8 วินาทีเท่านั้นที่จะสื่อสาร

การใช้ The Rule ofThirds ในการทำ Power Point Presentation

  1. คลิกขวาบนสไลด์ที่ต้องการ เพื่อให้กล่องเมนูเปิดขึ้นมา  หลังจากนั้นให้เลือก Grid and Guides
  2. หลังจากที่คุณ click แล้วนั้น  เส้นประแนวตรงและแนวนอนที่จุดตัดบรรจบกันตรงกลาง slide จะปรากฎขึ้น 
  3. ใช้ mouse ลากเส้นแนวตรงไปที่จุด 1.67  และลากเส้นแนวนอนไปที่จุด 1.25
  4. ต่อมาให้คลิก ctrl พร้อมใช้เมาส์ลากเส้นแนวตรงไปที่จุด 1.67 และเส้นแนวนอนไปที่จุด 1.25
  5. คลิกขวาอีกครั้งบนพื้นที่ว่าง  แล้วกด set as default

การใช้ The Rule of Thirds บน Smart Phones

Smart Phones ทั้งระบบ Android และ IOS ก็ได้มีการนำเทคนิคนี้มาไว้ในอุปกรณ์เช่นกัน ซึ่งถือว่าเหมาะสำหรับมือสมัครเล่นที่ไม่มีกล้องเป็นของตัวเอง

การตั้งค่าในระบบ Android และ IOS

iPhone:  Settings app > Camera > Grid กดหรือเลื่อนเพื่อเลือก

Samsung Android: Camera app > Settings > Grid lines

สิ่งที่ทำให้ The Rule of Thirds หายไป คือ การที่ผู้ถ่ายภาพ  เห็นว่าตรงกลางของภาพนั้นว่างเกินไป แล้วจบโดยการที่เอาทุกอย่างไปไว้ตรงกลางเหมือนเดิม  จนทำให้ภาพนั้นไม่น่าสนใจเหมือนเดิม สุดท้ายนี้ ถึงแม้ว่า  คุณจะถ่ายภาพออกมาไม่ได้ตรงตามกฎแล้ว  ก็ยังสามารถนำภาพมาปรับแต่งด้วยเครื่องมือการตัดต่อที่ทันสมัยต่าง ๆ ด้วยการ cropping หรือ reframing ในภายหลังได้เช่นกัน และถ้าคุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์กับคุณแล้วล่ะก็  ฝากติดตามบทความอื่น ๆ จากทาง Ideabranch ด้วยนะคะ

https://www.facebook.com/ideabranch/