เมื่อก่อน ใครหลาย ๆ คน อาจเคยต้องรอคิวที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ เพื่อคุยกับใครสักคน เพราะโทรศัพท์มือถือนั้น ไม่ใช่ว่าจะมีกันทุกคน  ต่อมาเมื่อมือถือเริ่มมีการพัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ผู้คนก็เริ่มติดต่อสื่อสารกันผ่านมือถือมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโทรหรือการส่งข้อความ แต่แล้วเมื่ออินเตอร์เน็ตค่อย ๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตผู้คน บวกกับการพัฒนาของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์อย่างมือถือ ที่มีลูกเล่น ฟังก์ชั่น ต่างๆ มากขึ้น จากจอขาวดำ กลายเป็นจอสี จากเพียงแค่ได้ยินเสียงคนปลายสาย กลายเป็นเห็นหน้า จากพกพาไปไหนได้ยาก แต่ตอนนี้ไม่ว่าใครก็มีในครอบครอง มือถือที่เคยเป็นแค่เครื่องมือติดต่อสื่อสารสมัยก่อนนั้น ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสมาร์ทโฟน อินเตอร์เน็ตที่เคยมีความเร็วต่ำมาก ก็ได้ถูกพัฒนาให้มีความเร็วเพิ่มมากขึ้นเกือบทุกปี ซึ่งอุปกรณ์และเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการติดต่อสื่อสารและความบันเทิงได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในบทความนี้เราจะยกมาหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือ Visual Communication

จากสถิติพบว่า ให้ปี 2019 ที่ผ่านมาการเติบโตของโลกดิจิตอลนั้นเพิ่มขึ้นในทุกด้าน  ตั้งแต่การใช้สื่อโซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้น 10 %  , จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นถึง 9 %  และการเติมโตของสื่อออนไลน์จะเพิ่มขึ้นอีก 10 % ภายในปี 2023  ในยุคที่จังหวะชีวิตของผู้คนนั้นเร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย และนวัตกรรมอันน่าทึ่งต่าง ๆ แทบจะเรียกได้ว่าผู้คนนั้นเสพติดความสะดวกสบายเหล่านี้กันไปหมดแล้ว  คงไม่มีใครมีเวลาหรือความอดทนในการใช้งานอินเตอร์เน็ตคุณภาพต่ำได้ และคงไม่มีใครเลือกที่จะใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าหรือดูโทรทัศน์จอขาว – ดำ ได้อีกต่อไป  แต่ในโลกของอินเตอร์เน็ตที่ไร้พรมแดน กับข้อมูลอันมหาศาลที่ผู้คนสามารถเลือกดูเลือกชมได้ทุกที่ทุกเวลา ทำอย่างไรให้พวกเขาเหล่านั้นมองเห็นเรา หนึ่งในคำตอบนั้นคงนี้ไม่พ้น การใช้ Visual Communication หรือ การสื่อสารด้วยภาพ มาเป็นตัวช่วยในการเข้าถึงผู้คน เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง

นิยามความหมายที่ถูกให้ไว้โดย Amy Balliett , CEO ของ KillerInfographic  ได้ให้ไว้ว่า “Graphically represents info to efficiently and effectively create meaning ” แปลเป็นภาษาไทยว่า การใช้กราฟิกในการแสดงข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพในการสื่อความหมาย ถ้าแปลตรงตัว Visual หมายถึง ด้านสายตา เกี่ยวกับการมองเห็น หรือ ภาพ  ส่วน Communication คือ การสื่อสาร รวมกันแล้ว ก็คือการสื่อสารโดยใช้ภาพ Visual Communication ก็คือ การสื่อสารด้วยภาพ ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้าน ให้ภาพเล่าเรื่อง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะใส่ข้อความไม่ได้ Visual Content ชิ้นงานที่ดีตามหลัก Visual Communication นั้น ต้องมี “ ภาพ ” เป็นตัวเอก ส่วน “ตัวอักษร ” หรือคำบรรยายเป็นตัวรอง ชิ้นงานที่ดีนั้นต้องสามารถสื่อสารด้วยตัวของมันเองได้ แม้จะไม่มีข้อความมาประกอบก็ตาม

สรุปได้ว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานไหน หน่วยงานรัฐบาลหรือเอกชน องค์กรเล็กหรือใหญ่หรือแม้แต่เอเจนซีโฆษณาต่าง ๆ ต่างก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพื่อตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค โดยใช้การใช้ภาพในการสื่อสารกับลูกค้าคุณมากขึ้น

เรามีเวลาเท่าไหร่ที่จะดึงความสนใจจากคนอื่น

วิจัยล่าสุดออกมาว่าตอนนี้มนุษย์ได้เสียอันดับ attention span หรือสมาธิการรับรู้ให้กับปลาทองไปแล้ว  เพราะพวกมันมีสมาธิการรับรู้อยู่ที่ 9 วินาที ซึ่งมากกว่ามนุษย์เราถึง 1  วินาที  ตามสถิติเมื่อปี 2000 มนุษย์เราเคยมี attention span อยู่ที่ 12 วินาที  แต่ผ่านมาเพียง 13 ปีเท่านั้น ทำไมเราถึงมี attention span สั้นกว่าเดิม ถ้าลองมองย้อมกลับไปตาม timeline แล้ว  นั่นมันช่วงที่การใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสื่อ Social Media ต่าง ๆ ก็ทยอยกันออกมาเปิดตัวหรือว่านี่จะเป็นสาเหตุหลักกันนะ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นี่คือคำตอบสำหรับทุกธุรกิจ ว่าเรามีเวลาแค่ 8 วินาทีเท่านั้นที่จะสื่อสาร เวลาอันน้อยนิดนี้ มันแทบจะไม่พอเลย ถ้าคุณไม่สามารถย่อยถ้อยเป็นร้อยเป็นพันที่แบรนด์หรือองค์กรของคุณอยากจะบอกกับลูกค้า และนี่คือเหตุผลที่คุณควรจะ “ ภาพ “ ในการสื่อสารกับลูกค้าให้มากขึ้นนั่นเอง แต่อย่าลืมว่าการสร้าง visual content ที่ดีและมีประสิทธิภาพสักชิ้นนั้นไม่ง่ายเลย ถ้าคุณไม่ใช่มืออาชีพ หรือ ไม่มีประสบการณ์ ที่มากพอ และห่ากว่าทำออกมาแล้ว ข้อมูลผิดพลาด หรือแม้แต่การดีไซน์โดยการใช้สีหรืออักษรที่ไม่เหมาะสม นั่นหมายถึงชื่อเสียงของแบรนด์เลยทีเดียว

มีอะไรบ้างล่ะที่นับเป็น Visual Content 

ถ้าลองนึกย้อนไปในอดีต  มนุษย์ใช้ภาพในการสื่อสารเล่าเรื่องมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์แล้ว  ผ่านภาพวาดที่ถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวต่างๆ ผ่านผนังถ้ำ ใครจะเชื่อว่า ความจริงแล้วมนุษย์นั้นคิดโดยการใช้จินตนาการภาพ ไม่ได้ได้คิดโดยการอ่านผ่านตัวอักษร  สมองของมนุษย์เรานั้น จริงๆ แล้ว รับรู้ข้อความที่มาในรูปแบบของภาพมากกว่าตัวอักษรถึง 60,000 เท่าเลยทีเดียว คำตอบที่เห็นได้ชัดเจน คงหนีไม่พ้น การสื่สารโดยใช้ “ภาพ” อีกนั่นเอง

การใช้ภาพที่ถูกเลือกหรือดีไซน์อย่างเหมาะสมต่อแบรนด์และต่อกลุ่มคน จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นหยุดดูสิ่งที่คุณพยายามจะเล่า จนถึงขั้นมีการปฏิสัมพันธ์ (interact) หรือ action ต่าง ๆ เช่น การซื้อ หรือ การบอกต่อ เป็นต้น ตัวอักษรจากหนังสือ บทความ สถิติ งานวิจัย ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้ถูก design หรือออกแบบมาเป็นในรูปของกราฟิก โดยมีหลักการที่ว่าผู้ดู visual content นั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านข้อความทั้งหมดเพื่อรับรู้สิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อต่อผู้รับสาร

ลองสังเกตสิ่งรอบตัวดูแล้วจะรู้ว่าการสื่อสารด้วยภาพนั้นรายล้อมเราอยู่ทุกที่ทุกเวลาจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาจากแบรนด์ดังตาม billboard ต่าง ๆ บนท้องถนน , โปสเตอร์ที่ถูกติดอยู่ในลิฟต์ของห้างที่เชิญคุณเข้าร่วมกิจกรรม หรือแม้แต่ป้ายห้ามสูบบุหรี่ ก็ถือว่าใช่ เพราะไม่ว่าจะมีคำว่า ห้ามสูบบุหรี่อยู่หรือไม่ เพราะไม่ว่าผู้ที่เห็นภาพนั้นจะมากจากที่ไหน พูดภาษาอะไร ก็สามารถเข้าใจได้ตรงกัน คุณสามารถสัมผัสได้ว่าชีวิตคุณนั้นถูกล้อมไปด้วยสื่อมากมาย และนี่เป็นเพียงโลกออฟไลน์เท่านั้น ในโลกออนไลน์ทุกวันนี้ไม่ได้มีแค่รูปภาพและตัวอักษรที่ดูน่าเบื่ออีกต่อไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็น คำคมที่มีรูปภาพสวย ๆ มาเป็น background , meme ขำขัน , GIFs , Infographic และอีกมากมาย แต่ด้วยความที่สื่อจำนวนมหาศาล บวก แต่เวลาที่มีอย่างจำกัดของพวกเรานั้น  คงไม่พอกับการที่จะมาหยุดดูทุกสื่อที่ถูกนำเสนอรอบตัว  สายตาพวกเราจะมองแต่สื่อที่ทำออกมาได้น่าสนใจน่าดึงดูดก่อน  และในปี 2019 มากกว่า 84 % ของการติดต่อสื่อสารจะมาในแบบภาพ หรือ Visual ในการดึงดูดความสนใจจากผู้คน และนี่คงเป็นเหตุผลที่แบรนด์ของคุณต้องเริ่มทำอะไรบ้างแล้วล่ะ

ข้อดีและข้อเสียในการทำ visual content ต่อแบรนด์

ข้อดี

  • ช่วยผู้ไม่รู้หนังสือหรือผู้ที่ใช้ภาษาที่แตกต่างกัน สามารถเข้าใจความหมายที่ผู้ส่งสารต้องการได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ป้ายต่าง ๆ ที่เป็นสากล
  • ช่วยเสริมให้การสื่อสารด้วยปาก (oral communication) มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้ฟังเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น สิ่งสำคัญประจำภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย เป็นต้น
  • นอกจากง่ายต่อการสื่อสารต่อบุคคลแล้ว  ในบริษัทหรือองค์กร ก็ได้ใช้ data visualization เข้ามาช่วยในการนำเสนอ โดยมีการสรุปข้อมูลยาก ๆ เช่น สถิติ ให้ง่าย จึงทำให้มีความน่าสนใจและสามารถช่วยผู้ฟังให้มีความสนใจต่อสิ่งที่กำลังนำเสนอมากขึ้น
  • ดึงดูดผู้คนให้มีความสนใจต่อสิ่งที่แบรนดต้องการจะสื่อสารออกไป เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ ตามมา เช่น การเข้าชมเว็บไซต์ เป็นต้น นอกจากนี้ มันยังง่ายที่จะจดจำอีกด้วย

ข้อเสีย

เสียเงินและเสียเวลา ในการทำ ถ้าจะพูดถึงการสร้าง Visual Content ที่ดีชิ้นหนึ่งขึ้นมานั้น ต้องใช้เวลารวมถึงบุคลากร   เริ่มตั้งแต่การเตรียมข้อมูลเพื่อตัดทำ การเข้าใจเนื้อหาและรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่แบรนด์ต้องการจะสื่อ และหาเพียงข้อมูลที่สำคัญและร้อยเรียงออกมาเป็นคำสั้น ๆ  เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ ต่อมา graphic designer จะเริ่มการออกแบบเพื่อให้เหมาะสมกับงานของลูกค้า และหากว่าต้องการให้ภาพเคลื่อนไหวได้อีกแล้วล่ะก็ motion graphic designer ก็ต้องใช้เวลาในการตัดต่ออีก จะเห็นได้ว่าขั้นตอนนั้นถึงแม้จะดูสั้น แต่ ความจริงแล้วนั้นกินเวลาเป็นอาทิตย์ หรืออาจมากกว่านั้นก็เป็นได้

แต่อย่าลืมว่า การลงทุนกับสื่อเหล่านี้ จะช่วยให้คุณ ประหยัดเวลา ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจให้สินค้าหรือบริการ และทำให้การตัดสินใจในการซื้อ เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้ได้นาน สามารถนำมาใช้ซ้ำได้อีกด้วย  คำถามต่อมาคือ คุณควรทำสื่อเหล่านี้เองหรือว่าคุณควรให้ใครช่วยกันนะ

ทำไมควรเลือกใช้ Digital Agency

คุณรู้หรือไม่ว่า ผู้คนต้องการเห็นข้อมูลที่เป็นภาพมากขึ้น 94 % First Impression ต่อแบรนดจึงสำคัญมาก  ผู้คนมากกว่า 81 %  อ่านข้อความต่าง ๆ บนสื่อออนไลน์เพียงผ่านๆ เท่านั้น อีก 91 % ของผู้รับสารชอบ Visual Content และอีกมากกว่า  94 % ของยอดวิวนั้นจะเพิ่มขึ้น ถ้าสื่อนั้นมาในรูปแบบ visual ไม่ว่ามนุษย์เราจะได้พัฒนาไปไกลแค่ไหน  สุดท้ายแล้วการสื่อสารก็ยังเหมือนเดิม  คือ  ผู้ส่งสารต้องการให้ผู้รับสารได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง   ผู้ส่งสาร  สาร  ช่องทาง  ผู้รับสาร  แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนจะสื่อสารออกมาได้อย่างใจต้องการ  เพราะคงไม่มีใครที่อยากสื่อสารออกไปแล้วมีผลทางด้านลบต่อแบรนด์ เนื่องจากความไม่เชี่ยวชาญในการผลิตสื่อออก และนี่เป็นเหตุผลหลักที่คุณควรเลือกให้ Digital Agency เข้ามาจัดการ เพราะว่าพวกเขานั้นมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และพร้อมไปด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่สามารถที่จะสร้างสรรค์ชิ้นงานออกมาได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพนั่นเอง

  • การถ่ายภาพนิ่งและเคลื่อนไหวที่จะมาทำให้สินค้านั้นดูดีขึ้นแบบมืออาชีพโดยทีม Production
  • Copywriter ที่คอยมาทำให้ทุกคำพูดนั้นดู smooth เชิญชวนให้คนเข้ามาอ่าน  
  • Motion graphic designer ที่จะทำให้งานของคุณขยับได้ ทำให้ชิ้นงานดูมีชีวิตขึ้น
  • แน่นอนว่า เรื่องราวสร้างสรรค์ต่าง ๆ จะถูกสร้างอย่างลงตัวต่อแบรนด์ โดย ทีม  Content Creator และ Creative
  • Art Director ที่จะเข้ามาคอยดูให้ artwork ต่าง ๆ ออกมาดูดีที่สุด
  • PM ที่จะคอยมาดูการลงคอนเท้นท์ต่าง ๆ ให้ โดยที่คุณไม่ต้องห่วงเรื่อง วันและเวลาที่เหมาะสม ตัดปัญหาการลืมลงคอนเท้นท์ไปได้เลย
  • AE ที่จะมาเป็นเหมือนตัวเชื่อมต่อระหว่างทีมงานกับคุณ
  • พร้อมทีม Planning Strategist สามารถช่วยหาและประเมินเกี่ยวกับคอนเท้นท์ที่ลงไปด้วย ว่าอันไหนมีการโต้ตอบที่ดี และควรทำต่อไป หรือคอนเท้นท์ไหนที่ยังได้ผลตอบรับมาไม่ได้ดีเท่าที่ควร ก็สามารถช่วยกันหาคำตอบ และพัฒนากันต่อไป

รู้อย่างนี้แล้ว  ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพอะไร คุณคงต้องเพิ่ม Visual Content ที่จะมาเป็นตัวช่วยสำคัญในการดึงดูดสายตาลูกค้าของคุณแล้ว  แต่ถ้าคุณอยากทุ่มเทให้กับสิ่งที่คุณรัก สิ่งที่คุณถนัดแล้วล่ะก็ ให้ Idea branch ช่วยคุณได้นะ  เพราะไม่ว่าจะเป็น Infographic , graphic motion  และอื่น ๆ เราก็มีให้คุณเลือก รับรองว่า ชัดเจน ตรงประเด็น และน่าสนใจ  สะดุดตาต่อผู้พบเห็นแน่นอน กดดูตัวอย่างผลงานพวกเราก่อนได้นะ